ความเป็นมาเรื่องราวของสายรัดข้อมือ

April 12th, 2017

สายรัดข้อมือ มักมีรูปร่างเป็นวงที่ทำจากพลาสติก หรือกระดาษมัน ที่ใช้เพื่อโอบหรือคาดที่ย่านแขน สายรัดกลุ่มนี้มักทำให้ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ติดตัว หรือใช้เพื่อเป็นการเล่าคตินิยมหรือเกื้อกูลสมาคมธรรมการย์ต่าง ๆ

สายรัดข้อมือซิลิโคน

ต้นปีพ.ศ. 2548 สายรัดข้อมือซิลิโคนได้กลายเป็นเครื่องแต่งที่ได้รับความนิยม ที่องค์การการกุศลนำมาเพื่อหาเงินบริจาค สายรัด Livestrong เป็นแบบแรกที่ออกมา ผ่านทางการริเริ่มโดยแลนซ์ อาร์มสตรองนักปั่นจักรยาน จากนั้นก็ได้มีออกมาอีกหลายชนิด

ในประเทศไทยสายรัดข้อมือ เริ่มเป็นที่การตั้งกฎเกณฑ์ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2548 โดยที่ราคาของสายรัดข้อมือบางกลุ่มมีค่าสูงประมาณ 1 พันบาท และได้หมดความชื่นชอบในช่วงกลางปี พ.ศ. 2548

แต่ในปัจจุบันนี้ได้รับแฟชั่นในการทำเพื่องาน แสดงของซื้อของขาย ของแจกเหตุด้วยสหภาพ ต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีต้นทุนต่อชิ้นทึ่ถูก ซึ่งกุศโลบายผลิตสายรัดข้อมือ นั้นมีหลายหลายวิธี โดยมากนั้นสายรัดข้อมือจะมีการทำจาก ยาง ซิลิโคน Rubber มากมายเกรด

วีธีการขึ้นลายบนสายรัดข้อมือนั้น ในการผลิตจำนวนมากจะใช้การทำบล็อกในการขึ้นสินค้ามีข้อดีคือความคมชัดของจิตรบนสายรัดข้อมือ และอีกวิธีการในการทำการระบายสีบนสายรัดข้อมือนั้น คือ การใช้เลเซอร์ในการแกะสลักข้อความบนสายรัดข้อมือ ซึ่งสามารถทำได้ในจำนวนน้อยต่อแบบ ซึ่งได้รับแบบอย่างจาก  ลูกค้า เพราะสามารถทำสายรัดข้อมือได้ตามความต้องการในจำนวนที่ไม่มาก อีกทั้งบางกงสียังสามารถ ใส่หมายเลยเลขโค๊ดเฉพาะเพราะด้วยสายรัดข้อมือแต่ละอันได้ด้วย

 

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

December 19th, 2016

%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3

การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกหรือการชลประทาน นับว่าเป็นงานที่มีความสำคัญและมีประโยชน์อย่างสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ในการช่วยให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกได้อย่างสมบูรณ์ตลอดปี ในปัจจุบันพื้นที่การเพาะปลูกนอกเขตชลประทาน ซึ่งต้องอาศัยเพียงน้ำฝนและน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นหลัก ทำให้พืชได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอตามที่พืชต้องการ อีกทั้งความผันแปรเนื่องจากฝนตกไม่พอเหมาะกับความต้องการ เป็นผลให้ผลผลิตที่ได้รับไม่ดีเท่าที่ควร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำมากกว่าโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริประเภทอื่น ทรงให้ความสำคัญในลักษณะ “น้ำคือชีวิต” ดังพระราชดำรัส ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๒๙ ความตอนหนึ่งว่า

“หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้”

%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c

เช่นเดียวกับ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนสร้างขึ้นจากพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ซึ่งก่อเกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง

ประโยชน์ที่ได้จากการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ คือ

  • เป็นแหล่งสำหรับอุปโภค บริโภคของประชาชนในเขตลพบุรีและสระบุรี
  • เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ชลประทานที่จะเกิดขึ้นใหม่ในเขตลพบุรีและสระบุรี
  • เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมในเขตลพบุรีและสระบุรี
  • เป็นแหล่งประมงน้ำจืดขนาดใหญ่และแหล่งเพาะพันธ์ปลา
  • ช่วยการคมนาคมทางน้ำในแม่น้ำป่าสักตอนล่าง และการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย
  • เป็นแหล่งน้ำเสริมสำหรับพื้นที่โครงการชลประทานเดิม
  • ทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดลพบุรีและจังหวัดสระบุรีขยายตัวมากขึ้น
  • ช่วยป้องกันอุทกภัยในเขตจังหวัดลพบุรีและจังหวัดสระบุรีรวมทั้งในพื้นที่ตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  • เป็นแหล่งน้ำเสริมสำหรับอุปโภคบริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร
  • เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ

 

 

การพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักฯเพื่อการอุปโภคบริโภคและการอุตสาหกรรม

October 30th, 2015

spillwayแม่น้ำป่าสักเป็นแม่น้ำสาขาที่สำคัญสายหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ต้นน้ำเริ่มที่ อ.ด่านซ้าย จังหวัดเลย ไหลผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์, ลพบุรี, สระบุรี, และบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมความยาว 513 กิโลเมตร มีพื้นที่ลุ่มน้ำ 14,520 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยในแต่ละปี 2,400ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม ในปัจจุบันความต้องการน้ำเพื่อการเพาะปลูกในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และลุ่มน้ำป่าสักมีเพิ่มทวีขึ้นทุกปี อีกทั้งปัญหาอุทกภัยซึ่งทำความเสียหายให้กับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล น้ำจากแม่น้ำป่าสักมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงด้วยเช่นกัน จึงสมควรที่จะดำเนินการศึกษาถึงความเหมาะสมของโครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำป่าสัก

การพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักโดยการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นวิธีการจัดการทรัพยากรน้ำแนวทางหนึ่ง โครงการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ซึ่งมีปริมาณน้ำจำนวนมากที่จะนำไปใช้ได้อย่างพอเพียงกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ประโยชน์นานัปการจากการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ด้วยปริมาณน้ำที่เก็บกักได้จะสามารถตอบสนองความต้องการด้านการเกษตร อุปโภคบริโภค และอุตสาหกรรมได้อย่างครบถ้วน รวมไปถึงการเกิดแหล่งประมง และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งใหม่ ตลอดจนเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในด้านการคมนาคมขนส่งทางน้ำในพื้นที่ภาคกลาง นอกจากนั้นเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ยังช่วยลดความรุนแรงอันเกิดจากอุทกภัยในลุ่มน้ำป่าสักและลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ทั้งยังเอื้อประโยชน์ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะพื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำ จะชุ่มชื้นไปด้วยน้ำ และดินที่มีคุณภาพ ป่าไม้ที่สมบูรณ์ และสัตว์นานาชนิด

การอุปโภคบริโภคและการอุตสาหกรรมมีความต้องการใช้น้ำในปริมาณที่มาก รองลงไปจากการเกษตร การเก็บกักน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์แล้วระบายลงมาในลำน้ำป่าสัก โดยการจัดสรรน้ำให้มีน้ำอย่างเพียงพอตลอดทั้งปีจะช่วยให้ประชาชนสองฝั่งลำน้ำป่าสักในเขตอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี อำเภอวังม่วง อำเภอแก่งคอย และอำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี มีน้ำใช้สำหรับอุปโภคบริโภคได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งการผลิตน้ำประปาของอำเภอเมืองสระบุรี และชุมชนใกล้เคียง ตลอดจนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ด้วยเหตุนี้ปัญหาการขาดแคลนน้ำโดยเฉพาะน้ำกินน้ำใช้ สำหรับคนในเมืองจึงไม่ใช่เรื่องที่จะน่าวิตกอีกต่อไป

กลไกควบคุมการปล่อยมลพิษทางน้ำเพื่อเพิ่มมูลค่าการประมงในทะเลสาบสงขลา

October 3rd, 2015

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ม.อ.หาดใหญ่ เสนอให้ใช้กลไกการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ก่อมลพิษทางน้ำในทะเลสาบสงขลาพัฒนาเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสีย เพื่อลดมลพิษจากการผลิตของตนเอง โดยมีอนุญาตการปล่อยน้ำเสียชนิดเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ได้เป็นเครื่องมือควบคุมการปล่อยมลพิษของผู้ผลิตรายใหญ่ และมีค่าธรรมเนียมในการปล่อยน้ำเสียเป็นเครื่องมือควบคุมผู้ผลิตที่มีขนาดกลาง และขนาดเล็ก ทั้งนี้ เพื่อฟื้นฟูคุณภาพน้ำและเพิ่มมูลค่าการประมงในทะเลสาบสงขลา

เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมาก มีความอุดมสมบูรณ์ในอดีตและมีความหลากหลายทางชีวิภาพสูง โดยเลือกผลผลิตของกุ้งตะกาดเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของสิ่งแวดล้อมและคุณค่าทางเศรษฐกิจของทะเลสาบสงขลา เนื่องจากกุ้งตะกาดเป็นสัตว์น้ำประจำถิ่นที่พบมากถึงร้อยละ 74 ของผลผลิตกุ้งในทะเลสาบสงขลา และเป็นสัตว์น้ำที่มีราคาสูงที่ชาวประมงพึ่งพิงเป็นรายได้หลัก

นอกจากนี้ ยังพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อผลผลิตประมงมีทั้งเรื่องคุณภาพน้ำที่เชื่อมโยงจากแหล่งกำเนิดมลพิษทางน้ำ เช่น น้ำเสียจากชุมชน, ปริมาณการลงแรงทำประมง ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ประมงและจำนวนครัวเรือนที่ประกอบอาชีพประมง รวมถึงระดับความเค็มของน้ำที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต โดยมีข้อเสนอเชิงนโยบายว่าให้นำการใช้กลไกการสร้างแรงจูงให้ผู้ก่อมลพิษหันมาสนใจพัฒนาเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียเพื่อลดมลพิษจากการผลิตของตนผ่านใบอนุญาตปล่อยน้ำเสียชนิดเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ได้เป็นเครื่องมือควบคุมการปล่อยมลพิษของผู้ผลิตรายใหญ่ และใช้ค่าธรรมเนียมในการปล่อยน้ำเสียเป็นเครื่องมือควบคุมผู้ผลิตที่มีขนาดกลางและขนาดเล็ก

ส่วนการศึกษาเรื่องนโยบายการควบคุมการทำประมงในทะเลสาบสงขลาพบว่า นโยบายการจัดการร่วมกันโดยชุมชนสามารถควบคุมการวางไซได้ดีกว่ามาตรการควบคุมโดยรัฐ และการกำหนดสิทธิในการวางไซที่สามารถเปลี่ยนมือได้จะควบคุมการละเมิดได้ดีกว่าสิทธิที่ไม่สามารถเปลี่ยนมือได้

สำหรับทะเลสาบสงขลามีพื้นที่ครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ จ.สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช เป็นทะเลสาบเปิดที่ประกอบด้วยทะเลสาบย่อยเชื่อมต่อกัน 3 จุด โดยมีทางเปิดออกสู่ทะเลอยู่ตอนใต้สุด มีทั้งน้ำกร่อยและน้ำเค็มขึ้นอยู่กับฤดูกาล มีพื้นที่ผิวน้ำประมาณ 1,040 ตารางกิโลเมตร ปัจจุบันกำลังเผชิญสภาวะการลดลงของผลผลิตประมงอย่างต่อเนื่อง จากสาเหตุคุณภาพน้ำที่เสื่อมลงและการจับสัตว์น้ำที่เพิ่มมากขึ้น โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมาหลายหน่วยงานพยายามหามาตรการมาควบคุมการจับสัตว์น้ำในทะเลสาบสงขลา แต่ผลการปฏิบัติยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้นการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ของคณะนักวิจัย ม.อ.หาดใหญ่ ครั้งนี้ ก็น่าจะเป็นอีกแนวทางที่สะท้อนปัญหาและกระตุ้นเตือนให้คนสงขลาหันมาให้ความสำคัญและร่วมกันฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดอย่างจริงจังอีกครั้ง

การอนุรักษ์แหล่งหญ้าทะเล เพื่อฟื้นฟูสมดุลทางทะเล

August 27th, 2015

การฟื้นฟูแนวหญ้าทะเลนั้น มีความสำคัญซึ่งควรดำเนินการควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ ปัจจุบันมีการย้ายปลูกหญ้าทะเลทั้งในพื้นที่เดิมที่เสื่อมโทรมและในพื้นที่ใหม่ ที่ไม่เคยมีหญ้าทะเล การย้ายปลูกคือวิธีการที่ใช้ในการย้ายหญ้าทะเลไปปลูกในบริเวณที่เคยมีหญ้าทะเลปรากฏมาก่อนแต่ได้สูญหายไป เนื่องจากผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์หรือธรรมชาติ หรือการปลูกหญ้าทะเลขึ้นใหม่ในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆที่จะช่วยสนับสนุนให้การฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลประสบความสำเร็จ อย่างเช่น การให้ความรู้ความเข้าใจแก่ชุมชนในการดูแลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การสร้างชุมชนให้เข็มแข็งสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของหญ้าทะเล การสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนกับภาครัฐในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน และการควบคุมการใช้เครื่องมือประมงที่ทำลายแหล่งหญ้าทะเล โดยหลักการที่ถูกต้องคือควรปล่อยให้หญ้าทะเลฟื้นตัวตามธรรมชาติ เพราะระบบนิเวศหญ้าทะเลสามารถฟื้นตัวได้เร็วและใช้แนวทางการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ โดยลดภัยคุกคามที่มีผลทำให้หญ้าทะเลเสื่อมโทรม ทั้งนี้การเพาะเลี้ยงหญ้าทะเลสามารถทำได้โดยการเก็บเมล็ดของหญ้าทะเลมาเพาะให้เจริญเติบโตพอสมควรและมีรากที่สมบูรณ์ แล้วจึงนำไปปลูกในที่ที่เหมาะสม ซึ่งควรให้เมล็ดพันธุ์หญ้าทะเลมีการเจริญแพร่พันธุ์ในแหล่งเดิมตามธรรมชาติด้วย นอกจากนี้หญ้าทะเลจะเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์มากในบ่อดินที่ใช้เป็นบ่อพัก น้ำทะเล หรือในบ่อดินที่เป็นบ่อกุ้งหรือสัตว์น้ำอื่นๆ สำหรับระบบนิเวศหญ้าทะเลนั้นสามารถช่วยลดความเร็วของกระแสน้ำ ลดความแรงของคลื่นและยังช่วยลดการฟุ้งกระจายของตะกอนให้เกิดขึ้นน้อยลง ซึ่งมีส่วนในการช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้คงทนรวมทั้งลดการพังทลายให้เกิดน้อยลงด้วย

จะเห็นได้ว่า หญ้าทะเลมีประโยชน์เป็นอย่างมากในการป้องกันภัยธรรมชาติ อีกทั้งยังช่วยดูดซึมสารอาหารที่มีอยู่ในน้ำทะเลซึ่งจะส่งผลดีช่วยทำให้น้ำทะเลมีคุณภาพดีขึ้นและเหมาะกับการนำไปใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำวัยอ่อน และยังเป็นที่หลบภัยและแหล่งอาหารที่ดีให้กับสัตว์น้ำเหล่านี้ได้อีกด้วย